บริการศัลยกรรม
ศัลยกรรมดึงหน้าโดยหมอปิยะ
ผลงานชิ้นเอกแห่งการฟื้นคืนความอ่อนเยาว์
แนะนำโปรแกรม
ใบหน้าไม่ใช่เพียงแค่ผิวหนังและกระดูก — แต่มันคือผืนผ้าใบที่บรรจงถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความรู้สึก และเรื่องราวชีวิตของเรา เมื่อเวลาผ่านไป ผืนผ้าใบนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ แรงโน้มถ่วง แสงแดด ฮอร์โมน และการเสื่อมของคอลลาเจน ล้วนค่อย ๆ ทำให้เส้นกรอบหน้าที่เคยคมชัดอ่อนลง ริ้วรอยลึกขึ้น และผิวหนังหย่อนคล้อย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้หลายครั้งเราดูแก่กว่าความรู้สึกที่ยังสดใสอยู่ภายใน จนเกิดช่องว่างระหว่างความมีชีวิตชีวาภายในกับภาพลักษณ์ภายนอก
สำหรับหลายคน การรักษาแบบ ไม่ผ่าตัด เช่น การฉีดฟิลเลอร์ การร้อยไหม หรือการใช้พลังงานเลเซอร์และคลื่นเสียง สามารถช่วยชะลอการเสื่อมวัยได้ แต่จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่การรักษาเหล่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป มีเพียงการผ่าตัดที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบเท่านั้นที่จะสามารถคืนความสมดุลแห่งความเยาว์วัยได้อย่างแท้จริง และนี่คือจุดที่ การผ่าตัดดึงหน้า (Full Face Lift) โดยฝีมืออันประณีตและแม่นยำของ คุณหมอปิยะ รังรักษ์สิริ แห่ง Nida Esth’ International ได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานสูงสุด
แตกต่างจากการดึงหน้าแบบยกบางส่วนหรือมินิลิฟต์ การดึงหน้าคือการแก้ไขและปรับสมดุลทั้งใบหน้า ตั้งแต่ส่วนบน ส่วนกลาง ส่วนล่าง กรอบหน้า ไปจนถึงลำคอ เพื่อสร้างความกลมกลืนอย่างครบถ้วนทุกมิติของใบหน้า และที่ Nida Esth’ เป้าหมายของเราไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณ แต่คือการ คืนแก่นแท้แห่งความอ่อนเยาว์ที่กาลเวลาได้ซ่อนเอาไว้
อัพเดตเทรนด์ความงาม
เทรนด์ความงามระดับโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากภาพลักษณ์แบบ “ตึงแข็งและไร้ที่ติ” ไปสู่ความงามที่ “เป็นธรรมชาติและไร้กาลเวลา” ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงการลบรอยเหี่ยวย่นออกไปเท่านั้น แต่ต้องการการ ฟื้นฟูพลังชีวิตและความสดใส ให้กลับคืนมา
• อิทธิพลความงามตะวันตก (Western Aesthetic Influence): ความนิยมในโครงหน้าคมชัด โหนกแก้มสูง และกรอบหน้าที่เด่นชัด
• อิทธิพลความงามเอเชีย (Asian Aesthetic Influence): เน้นความอิ่มฟูตามธรรมชาติ แก้มที่ยกกระชับ และผิวเรียบเนียนที่สะท้อนถึงสุขภาพและความอ่อนเยาว์
• การเปลี่ยนแปลงเชิงสากล (Universal Shift): ความละเอียดอ่อนแทนที่ความเว่อร์วัง ผู้คนต้องการให้คนรอบข้างทักว่า “ดูดีขึ้นมาก” โดยไม่สามารถเดาได้ว่าเคยผ่านการทำศัลยกรรม
ที่ Nida Esth’ แนวคิด Personalized Beauty คือการผสมผสานความงามทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพขั้นสูง การวางแผนการผ่าตัดอย่างละเอียด และศิลปะแห่งการออกแบบใบหน้า ทำให้การดึงหน้าแต่ละครั้งเป็นการสร้างสรรค์ที่ ออกแบบเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเน้นความหรูหราและคมชัดแบบตะวันตก หรือความอ่อนโยนและอ่อนเยาว์แบบเอเชีย
ความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คุณหมอปิยะ ผู้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการศัลยกรรมความงาม ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ได้กล่าวไว้ว่า:
“การผ่าตัดดึงหน้า ไม่ใช่การดึงผิวหนังให้ตึงขึ้น แต่คือการปรับโครงสร้างชั้นลึกของใบหน้าอย่างพิถีพิถัน บทบาทของผมในฐานะศัลยแพทย์ไม่ใช่แค่ด้านเทคนิค แต่คือการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์ ผมคืนความคมชัดและความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า โดยยังคงรักษาความเป็นตัวตนของคนไข้ให้เหมือนเดิม เพียงแต่ดูสดใส ยกกระชับ และมั่นใจยิ่งขึ้น ที่ Nida Esth’ คนไข้ไว้วางใจเรา ไม่เพียงเพราะความปลอดภัยและความแม่นยำ แต่เพราะปรัชญาของเราที่ว่า ‘ความงามต้องดูเป็นธรรมชาติอยู่เสมอ”
ปรัชญานี้ เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญในเทคนิคชั้นสูงอย่าง SMAS Lifting, Deep Plane Facelifting และ Lipofilling ได้ทำให้คุณหมอปิยะก้าวขึ้นมาเป็นศัลยแพทย์ผู้นำที่ได้รับการยกย่อง และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากทั้ง Hello Beauty Awards และ Global Health Asia-Pacific
การผ่าตัดดึงหน้า คืออะไร?
การผ่าตัดดึงหน้า (Full Face Lift Surgery หรือ Rhytidectomy) คือการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของใบหน้าที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ที่สุดในศาสตร์ศัลยกรรมความงามสมัยใหม่ แตกต่างจากการทำหัตถการขนาดเล็กที่แก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น มินิเฟซลิฟต์ที่เน้นเฉพาะกรอบหน้าส่วนล่าง หรือการดึงหน้าผากที่แก้ไขเฉพาะบริเวณคิ้ว การดึงหน้าคือการมอง “ใบหน้าเป็นหนึ่งหน่วยที่เชื่อมโยงกัน” และแก้ไขทุกองค์ประกอบไปพร้อมกัน ทั้งส่วนบน ส่วนกลาง ส่วนล่าง กรอบหน้า และลำคอ เพื่อให้ทุกส่วนทำงานประสานกลมกลืนอย่างลงตัว
แนวทางแบบองค์รวม (Holistic Approach) นี้เองที่ทำให้การดึงหน้าได้รับการยกย่องว่าเป็น มาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) สำหรับผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ โดยการยกผิวและเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อย เสริมความแข็งแรงของโครงสร้างชั้นลึก และคืนวอลลุ่มที่หายไป การผ่าตัดจึงช่วยคืน “สถาปัตยกรรมแห่งความอ่อนเยาว์ของใบหน้า” ทั้งความคมชัดของกรอบหน้า ความเรียบเนียนของผิว และสัดส่วนที่สมดุล
ชั้นของความชรา
เพื่อเข้าใจความสำคัญของการดึงหน้าเต็มรูปแบบ เราต้องตระหนักว่า ความชราของใบหน้าเกิดขึ้นหลายชั้น ไม่ใช่แค่บนผิวหนัง:
• ผิวหนัง (Skin): บางลง ขาดความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอยจากแสงแดดและการสูญเสียคอลลาเจน
• ชั้นไขมัน (Fat Compartments): ไขมันที่แก้มและขมับค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงหรือยุบตัว ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยและใบหน้าดูตอบ
• กล้ามเนื้อและชั้น SMAS: ชั้น Superficial Musculoaponeurotic System (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นพยุงโครงสร้างสำคัญของใบหน้า อ่อนแรงและหย่อนตัวลง
• โครงกระดูก (Bone Structure): แม้แต่โครงกระดูกใบหน้าก็สูญเสียความหนาแน่นไปตามวัย ทำให้สัดส่วนและมิติของใบหน้าเปลี่ยนไป
การดึงหน้าสามารถแก้ไขได้ ทุกชั้นของความชรา จึงให้ผลที่ล้ำลึกและถาวรกว่าการรักษาที่ทำเฉพาะผิวด้านนอก
มากกว่าการทำให้ผิวตึง
วิธีการดึงหน้าในอดีตมักอาศัยการดึงผิวหนังเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่แข็งและไม่เป็นธรรมชาติ ราวกับถูกลมพัดจนตึง (windblown look) แต่เทคนิคสมัยใหม่ เช่น SMAS Lift และ Deep Plane Facelift จะมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างชั้นลึกก่อน จากนั้นผิวหนังจึงเรียบเนียนตามธรรมชาติ
ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า:
ดูเป็นธรรมชาติ (Natural Results): เพราะผิวหนังคลุมไปตามชั้นเนื้อเยื่อที่ถูกจัดวางใหม่อย่างกลมกลืน
ผลลัพธ์ยาวนาน (Longevity): อยู่ได้ 7–10 ปี ไม่ใช่แค่ 1–2 ปีเหมือนหัตถการไม่ผ่าตัด
แก้ไขครบทุกส่วน (Comprehensive Impact): ทั้งจากหน้าผาก แก้ม กราม ไปจนถึงลำคอ ได้รับการยกกระชับในครั้งเดียว
ความกลมกลืนของใบหน้า
ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการดึงหน้าคือ ความสมดุลกลมกลืน ยกตัวอย่างเช่น หากแก้ไขเฉพาะกรอบหน้าส่วนล่าง แต่ปล่อยให้แก้มยังหย่อนคล้อยหรือคอไม่ได้รับการแก้ไข ผลลัพธ์ที่ได้จะดูไม่สมดุลและไม่เป็นธรรมชาติ การดึงหน้าเต็มรูปแบบจึงสร้างการฟื้นฟูที่ ไร้รอยต่อ (Seamless Rejuvenation) ทำให้ทุกส่วนของใบหน้าดูอ่อนเยาว์ไปพร้อมกัน
ออกแบบเฉพาะบุคคล
ที่ Nida Esth’ การดึงหน้าแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน เพราะใบหน้าแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณหมอปิยะจะใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพ 3D Imaging, AI Facial Analysis และ Crisalix Simulation เพื่อพิจารณาอย่างละเอียดว่า:
• โครงสร้างกระดูกของคนไข้เป็นอย่างไร
• คุณภาพและสภาพผิวหนังในปัจจุบัน
• ระดับความหย่อนคล้อย
• เป้าหมายด้านความงามทั้งเชิงวัฒนธรรมและรสนิยมส่วนบุคคล (บางคนชอบกรอบหน้าคมชัด บางคนชอบความอ่อนนุ่มละมุน)
ดังนั้น การผ่าตัดดึงหน้าเต็มรูปแบบจึงเปรียบเสมือนงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะบุคคล สำหรับใบหน้าหนึ่งเดียวเท่านั้น
จุดเด่นและประโยชน์ของการผ่าตัดดึงหน้า
ประโยชน์ของการดึงหน้านั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ด้านความสวยงามภายนอก แต่ยังครอบคลุมถึงการฟื้นฟูในเชิงองค์รวมและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ดังนี้:
- การฟื้นฟูแบบองค์รวม (Holistic Rejuvenation): แก้ไขหลายบริเวณพร้อมกัน ทั้งใบหน้าและลำคอ เพื่อสร้างความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์
- ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ (Natural Results): ด้วยเทคนิคขั้นสูง ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาหน้าตึงแข็งหรือดู “เกินจริง”
- ความอ่อนเยาว์ที่ยาวนาน (Long-Lasting Youthfulness): ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้นานถึง 7–10 ปี
- การปรับรูปหน้าใหม่ (Facial Redefinition): สร้างกรอบหน้าคมชัด คืนวอลลุ่มบริเวณแก้ม และปรับลำคอให้เรียบเนียน
- การเปลี่ยนแปลงอย่างแนบเนียน (Discreet Transformation): รอยแผลผ่าตัดถูกซ่อนในรอยพับธรรมชาติและแนวไรผม มองเห็นได้ยาก
- ความมั่นใจด้านอารมณ์และสังคม (Emotional Confidence): คนไข้จำนวนมากรายงานว่าความมั่นใจในตนเองดีขึ้น ทั้งในชีวิตส่วนตัว สังคม และการทำงาน
- ออกแบบเพื่อคุณโดยเฉพาะ (Tailored to You): ทุกการผ่าตัดถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี 3D AI Analysis และ Crisalix Simulation เพื่อความเหมาะสมเฉพาะบุคคล
- ความเป็นไปได้ในการผสมผสาน (Combination Possibilities): สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดหนังตา ดึงหน้าผาก หรือเลเซอร์ฟื้นฟูผิว เพื่อการฟื้นฟูแบบครบวงจร
ขั้นตอนการทำงานของการดึงหน้า
การผ่าตัดดึงหน้าทำงานโดยการแก้ไขความชราที่เกิดขึ้นในหลายชั้นของใบหน้าอย่างละเอียด ดังนี้:
1. ชั้นผิวหนัง (Skin Layer): ตัดผิวหนังส่วนเกินออกอย่างพิถีพิถัน โดยหลีกเลี่ยงการดึงเกินจำเป็นเพื่อคงความเป็นธรรมชาติ
2. ชั้น SMAS (SMAS Layer): ยกและจัดวางใหม่ของชั้นโครงสร้างพยุงใบหน้า ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพื่อให้ใบหน้ากระชับและคงรูปได้นาน
3. ชั้นไขมันลึก (Deep Fat Compartments): ยกไขมันที่หย่อนคล้อยกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม หรือเสริมด้วยการเติมไขมัน (Fat Grafting) เพื่อคืนความอิ่มฟู
4. ลำคอและกรอบหน้า (Neck & Jawline): กระชับกล้ามเนื้อ Platysma เพื่อลดความหย่อนและคืนความคมชัดให้กรอบหน้าและลำคอ
5. การเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย (Final Refinement): การเย็บปิดแผลอย่างละเอียดและประณีต เพื่อให้รอยแผลซ่อนตัวและแทบมองไม่เห็น
แนวทางการแก้ไขแบบหลายชั้นนี้ ช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความ เป็นธรรมชาติ มีมิติ และคงอยู่ได้ยาวนาน
บริเวณที่สามารถทำการผ่าตัดได้
การผ่าตัดดึงหน้าสามารถฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ได้ในหลายบริเวณ ดังนี้:
• ใบหน้าส่วนบน (Upper Face): หน้าผาก บริเวณคิ้ว และขมับ
• ใบหน้าส่วนกลาง (Mid-Face): แก้มและร่องแก้ม (Nasolabial folds)
• ใบหน้าส่วนล่าง (Lower Face): กราม แก้มหย่อน และร่องน้ำหมาก (Marionette lines)
• ลำคอ (Neck): ผิวที่หย่อนคล้อย แถบกล้ามเนื้อตั้งตรง และไขมันส่วนเกิน
ใครเหมาะกับการผ่าตัดดึงหน้า
คุณอาจเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดนี้ หาก:
• มีอายุระหว่าง 40–70 ปี และมีสัญญาณความชราที่เห็นได้ชัดเจน
• มีผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยลึก และกรอบหน้าสูญเสียความชัดเจน
• ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
• สุขภาพโดยรวมแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ และมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผล
• มีวิถีชีวิตที่ยุ่ง หรืออยู่ในสายงานที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ซึ่งภาพลักษณ์ส่งผลต่อความมั่นใจ
• เคยผ่านการฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหม แต่ต้องการการแก้ไขอย่างถาวร
คุณอาจเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดนี้ หาก:
• มีอายุระหว่าง 40–70 ปี
และมีสัญญาณความชราที่เห็นได้ชัดเจน
• มีผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยลึก
และกรอบหน้าสูญเสียความชัดเจน
• ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน
กว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
• สุขภาพโดยรวมแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่
และมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผล
• มีวิถีชีวิตที่ยุ่ง หรืออยู่ในสายงานที่ต้องพบปะผู้คน
จำนวนมาก ซึ่งภาพลักษณ์ส่งผลต่อความมั่นใจ
• เคยผ่านการฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหม
แต่ต้องการการแก้ไขอย่างถาวร
กระบวนการรักษา
ก่อนการผ่าตัด (Before Surgery)
• 6 เดือนก่อน: หยุดใช้ยารักษาสิวกลุ่ม Isotretinoin และงดการฉีดสารเติมเต็มต่าง ๆ
• 3 เดือนก่อน: ตรวจสุขภาพประจำปี งดการร้อยไหมและเลเซอร์บนใบหน้า
• 6 สัปดาห์ก่อน: งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการอาบแดด
• 10 วันก่อน: หยุดยาละลายลิ่มเลือด วิตามิน และสมุนไพรที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
วันผ่าตัด (Day of Surgery)
• ผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 2–4 ชั่วโมง ภายใต้การดมยาสลบ
• แผลผ่าตัดถูกซ่อนอย่างแนบเนียนบริเวณรอบใบหูและแนวไรผม
• เทคนิคที่ใช้ เช่น SMAS Lift, Deep Plane Facelift และการเติมไขมัน (Fat Grafting) จะถูกเลือกตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล
การพักฟื้น (Recovery)
• 1–2 สัปดาห์: อาการบวมและช้ำค่อย ๆ ลดลง
• 3–4 สัปดาห์: สามารถกลับเข้าสู่กิจกรรมทางสังคมและการทำงานได้ตามปกติ
• 3–6 เดือน: ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และเป็นธรรมชาติจะชัดเจนเต็มที่
เส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ (Emotional Journey)
ผู้ป่วยหลายคนบรรยายประสบการณ์นี้ว่าเป็นเสมือน “การค้นพบตัวเองอีกครั้ง” เมื่อมองกระจก พวกเขาไม่ได้เห็นคนแปลกหน้า แต่เห็น “ตัวตนที่ดีที่สุด” ของตัวเองที่กลับคืนมา
คำถามที่พบบ่อย
ผลลัพธ์ของการดึงหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปอยู่ได้ 7–10 ปี ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม การดูแลตัวเอง และการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ใบหน้าจะดูเป็นธรรมชาติหรือไม่?
ใช่ เทคนิคของคุณหมอปิยะเน้นการปรับโครงสร้างชั้นลึกให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การดึงจนแข็งตึง
การผ่าตัดเจ็บมากไหม?
ความรู้สึกเจ็บอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางในช่วงสัปดาห์แรก และสามารถควบคุมได้ด้วยยา
จะสามารถกลับไปทำงานได้เร็วแค่ไหน?
โดยทั่วไปสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 3–4 สัปดาห์
การผ่าตัดมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ แผลเป็น หรือการติดเชื้อ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดอื่นได้หรือไม่?
ได้ สามารถทำร่วมกับการผ่าตัดหนังตา การดึงหน้าผาก หรือเลเซอร์ฟื้นฟูผิว เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อายุเยอะเกินไปสำหรับการดึงหน้าหรือไม่?
อายุไม่ใช่ข้อจำกัดที่แท้จริง สิ่งสำคัญคือคุณภาพผิวและสุขภาพโดยรวม ผู้ที่มีอายุ 70 ปีก็ยังสามารถได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม
จะมีรอยแผลเป็นหรือไม่?
แผลถูกซ่อนอย่างแนบเนียนในแนวไรผมและรอบใบหู ทำให้แทบมองไม่เห็น
หากเคยฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมมาก่อน จะสามารถทำได้หรือไม่?
ได้ และถือว่าเป็นเรื่องปกติ คุณหมอปิยะจะประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมที่สุด
ทำไมต้องเลือก Nida Esth’?
เพราะที่นี่มี ปรัชญา Personalized Beauty, เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด และประสบการณ์ของศัลยแพทย์ระดับโลกที่คุณวางใจได้
สรุป:
การผ่าตัดดึงหน้าโดย คุณหมอปิยะ รังรักษ์สิริ ที่ Nida Esth’ International ไม่ใช่เพียงการผ่าตัด แต่คือ ผลงานศิลป์ทางการแพทย์ (Masterpiece of Medical Artistry) ที่ฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ ความมั่นใจ และความกลมกลืนให้แก่ใบหน้า ด้วยเทคนิคขั้นสูง การวางแผนเฉพาะบุคคล และผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ การผ่าตัดชนิดนี้จึงเป็นทางเลือกที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการฟื้นฟูใบหน้าอย่างครบถ้วนและยั่งยืน
บทความที่เกี่ยวข้อง



โปรแกรมยกกระชับใบหน้า ’60 นาที’ ‘คงความอ่อนเยาว์’ ดุจดั่งซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูด
ทำไมซูเปอร์สตาร์วัย 61 อย